โคนันในตอนนี้ได้บรรยายสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนแรก และยังมีความพิเศษคือใช้คนเล่นจริง
วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2553
"มนุษย์ต้นไม้"
ข่าว แปลก ที่ประเทศอินโนีเซียมีชายที่เป็นโรคหูดตามร่างกายจนได้รับฉายาว่า มนุษย์ต้นไม้ โดยล่าสุด มนุษย์ต้นไม้ คนนี้ก็ถูกทางการของอินโดนีเซียห้ามไม่ให้ไปรักษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
เอเอฟพีรายงานวันที่ 20 พ.ย. ว่า ทางการอินโดนีเซียจะไม่อนุญาตให้นายเดเด ชาวบ้านวัย 32 ปี ที่เป็นโรคหูดขนาดยักษ์ตามตัวโดยเฉพาะที่แขนสองข้าง จนมีฉายาว่า "มนุษย์ต้นไม้" เดินทางไปรักษาตัวที่สหรัฐอเมริกา หลังจากมีรายการทางช่องดิสคัฟเวอรี่นำเรื่องราวไปออกอากาศในเดือนนี้จนเป็นที่สนใจไปทั่ว
ลิลี่ ศรีวาห์ยุนี สุลิสตีโยวาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จะไม่ให้แพทย์สหรัฐนำตัวนายเดเดไปอเมริกาเพราะนายเดเดไม่ต้องการ โดยเฉพาะการให้ตัวอย่างเลือดกับชาวต่างชาติไปตรวจสอบ
ก่อนหน้านี้ แอนโธนี่ แกสปารี ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจากมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ มาตรวจร่างกายนายเดเด เพื่อประกอบการทำสารคดีของดิสคัฟเวอรี่ วินิจฉัยเบื้องต้นว่า การเติบโตของหูดในลักษณะนี้มาจากการผสมผสานระหว่างไวรัสพาพิลโลมาที่ทำให้เกิดหูดบวกกับความผิดปกติของยีน ทำให้ภูมิคุ้มกันของคนไข้อ่อนแอเกินไปที่จะต่อสู้ได้ นายแพทย์แกสปารี กล่าวว่า ผิดหวังที่ทางการอินโดนีเซียตัดสินใจเช่นนั้น แต่ตนก็จะไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะรักษานายเดเด ตนจะส่งยาไปให้แพทย์อินโดนีเซียในพื้นที่รักษาให้
เอเอฟพีรายงานวันที่ 20 พ.ย. ว่า ทางการอินโดนีเซียจะไม่อนุญาตให้นายเดเด ชาวบ้านวัย 32 ปี ที่เป็นโรคหูดขนาดยักษ์ตามตัวโดยเฉพาะที่แขนสองข้าง จนมีฉายาว่า "มนุษย์ต้นไม้" เดินทางไปรักษาตัวที่สหรัฐอเมริกา หลังจากมีรายการทางช่องดิสคัฟเวอรี่นำเรื่องราวไปออกอากาศในเดือนนี้จนเป็นที่สนใจไปทั่ว
ลิลี่ ศรีวาห์ยุนี สุลิสตีโยวาติ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จะไม่ให้แพทย์สหรัฐนำตัวนายเดเดไปอเมริกาเพราะนายเดเดไม่ต้องการ โดยเฉพาะการให้ตัวอย่างเลือดกับชาวต่างชาติไปตรวจสอบ
ก่อนหน้านี้ แอนโธนี่ แกสปารี ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังจากมหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ มาตรวจร่างกายนายเดเด เพื่อประกอบการทำสารคดีของดิสคัฟเวอรี่ วินิจฉัยเบื้องต้นว่า การเติบโตของหูดในลักษณะนี้มาจากการผสมผสานระหว่างไวรัสพาพิลโลมาที่ทำให้เกิดหูดบวกกับความผิดปกติของยีน ทำให้ภูมิคุ้มกันของคนไข้อ่อนแอเกินไปที่จะต่อสู้ได้ นายแพทย์แกสปารี กล่าวว่า ผิดหวังที่ทางการอินโดนีเซียตัดสินใจเช่นนั้น แต่ตนก็จะไม่ล้มเลิกความตั้งใจที่จะรักษานายเดเด ตนจะส่งยาไปให้แพทย์อินโดนีเซียในพื้นที่รักษาให้
สูตรฟิสิกส์เพื่อความรัก
นั่งอ่านหนังสืออยู่ดีๆ
ก็เริ่มปล่อยใจ
....
ใจอยู่นิ่งๆ
ปล่อยไปในแนวดิ่ง
ความเร็วต้นเท่าไหร่?
----------------------------
ใจอยู่ต่างกัน
ออกเดินไม่พร้อมกัน
กว่าใจจะพบกัน
ใช้เวลาเท่าไหร่?
----------------------------
ใจหนึ่งอยู่สูง
อีกใจอยู่ต่ำ
ใจที่อยู่ต่ำ
จะพบใจสูงได้ไหม?
----------------------------------------------------------------------
1. v = u+gt ใช้เมื่อไม่สนใจ s
2. s = [v+u]/2 t ใช้เมื่อไม่สนใจ a
3. s= ut + 1/2gtt ใช้เมื่อไม่สนใจ v
4. vv = uu + 2as ใช้เมื่อไม่สนใจ t
....
ไม่มีสูตรไหนเลยที่ไม่สนใจ u
แสดงว่า u ต้องน่าสนใจ
....
ทุกสูตรสนใจ u
ทุกคนสนใจ u
Everybody like U
ไม่เว้นแม้แต่ I
ก็เริ่มปล่อยใจ
....
ใจอยู่นิ่งๆ
ปล่อยไปในแนวดิ่ง
ความเร็วต้นเท่าไหร่?
----------------------------
ใจอยู่ต่างกัน
ออกเดินไม่พร้อมกัน
กว่าใจจะพบกัน
ใช้เวลาเท่าไหร่?
----------------------------
ใจหนึ่งอยู่สูง
อีกใจอยู่ต่ำ
ใจที่อยู่ต่ำ
จะพบใจสูงได้ไหม?
----------------------------------------------------------------------
1. v = u+gt ใช้เมื่อไม่สนใจ s
2. s = [v+u]/2 t ใช้เมื่อไม่สนใจ a
3. s= ut + 1/2gtt ใช้เมื่อไม่สนใจ v
4. vv = uu + 2as ใช้เมื่อไม่สนใจ t
....
ไม่มีสูตรไหนเลยที่ไม่สนใจ u
แสดงว่า u ต้องน่าสนใจ
....
ทุกสูตรสนใจ u
ทุกคนสนใจ u
Everybody like U
ไม่เว้นแม้แต่ I
ลิควิดโครมาโทกราฟี(Liquid chromatography)
ลิควิดโครมาโทกราฟี(Liquid chromatography)
ในปี ค.ศ. 1906 Michael Tswett นักพฤกษศาสตร์ชาวรัสเซียได้ค้นพบวิธีการทางโครมาโทกราฟีเมื่อเขาพยายามที่จะแยกสีจากพวกใบของพืช โดยผ่านสารละลายที่ได้จากการสกัดใบไม้ลงไปในคอลัมน์ซึ่งบรรจุด้วยอนุภาคของแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) สีแต่ละชนิดที่เป็นองค์ประกอบของใบไม้จะเคลื่อนผ่านไปตามคอลัมน์ด้วยอัตราเร็วต่างกันและผลสุดท้ายจะแยกออกจากกัน เกิดเป็นแถบสีแตกต่างกันเป็นชั้น ๆ ดังนั้นคำว่า "chromatography" ซึ่งมาจากคำว่า "chroma" ซึ่งหมายถึงสี รวมกับคำว่า "graphy" ซึ่งแปลว่า การเขียน
ในปี ค.ศ. 1941 ได้มีการพัฒนาวิธีทางโครมาโทกราฟีที่สำคัญขึ้นมาวิธีหนึ่งคือ Liquid-Liquid (partition) Chromatography โดย Martin และ Synge แทนที่จะใช้ตัวดูดซับเป็นของแข็ง เขาได้ใช้ของเหลวเคลือบบนผิวของตัวดูดซับ (support material) และของเหลวนี้จะต้องไม่ละลายเป็นเนื้อเดียวกับเฟสเคลื่อนที่ (mobile phase) สารประกอบที่อยู่ในสารตัวอย่างจะเกิดการพาร์ทิชัน (partition) ระหว่างเฟสทั้งสอง จากผลงานนี้เองทำให้ Martin และ Synge ได้รับรางวัลโนเบล (Nobel prize) สาขาเคมี ในปี ค.ศ. 1952
ที่มา : Principles and Techniques of Instrumental Analysis
รศ.แม้น อมรสิทธิ์ และ ผศ.ดร. อมร เพชรสม ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หมายเหตุ มีหลายคนที่เขียนคำว่า โครมาโทกราฟี ผิดเป็น โครมาโทรกราฟี หรือ โคมาโทรกราฟี ซึ่งผิด ที่ถูกต้องคือ โครมาโทกราฟี ครับ
ในปี ค.ศ. 1906 Michael Tswett นักพฤกษศาสตร์ชาวรัสเซียได้ค้นพบวิธีการทางโครมาโทกราฟีเมื่อเขาพยายามที่จะแยกสีจากพวกใบของพืช โดยผ่านสารละลายที่ได้จากการสกัดใบไม้ลงไปในคอลัมน์ซึ่งบรรจุด้วยอนุภาคของแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) สีแต่ละชนิดที่เป็นองค์ประกอบของใบไม้จะเคลื่อนผ่านไปตามคอลัมน์ด้วยอัตราเร็วต่างกันและผลสุดท้ายจะแยกออกจากกัน เกิดเป็นแถบสีแตกต่างกันเป็นชั้น ๆ ดังนั้นคำว่า "chromatography" ซึ่งมาจากคำว่า "chroma" ซึ่งหมายถึงสี รวมกับคำว่า "graphy" ซึ่งแปลว่า การเขียน
ในปี ค.ศ. 1941 ได้มีการพัฒนาวิธีทางโครมาโทกราฟีที่สำคัญขึ้นมาวิธีหนึ่งคือ Liquid-Liquid (partition) Chromatography โดย Martin และ Synge แทนที่จะใช้ตัวดูดซับเป็นของแข็ง เขาได้ใช้ของเหลวเคลือบบนผิวของตัวดูดซับ (support material) และของเหลวนี้จะต้องไม่ละลายเป็นเนื้อเดียวกับเฟสเคลื่อนที่ (mobile phase) สารประกอบที่อยู่ในสารตัวอย่างจะเกิดการพาร์ทิชัน (partition) ระหว่างเฟสทั้งสอง จากผลงานนี้เองทำให้ Martin และ Synge ได้รับรางวัลโนเบล (Nobel prize) สาขาเคมี ในปี ค.ศ. 1952
ที่มา : Principles and Techniques of Instrumental Analysis
รศ.แม้น อมรสิทธิ์ และ ผศ.ดร. อมร เพชรสม ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หมายเหตุ มีหลายคนที่เขียนคำว่า โครมาโทกราฟี ผิดเป็น โครมาโทรกราฟี หรือ โคมาโทรกราฟี ซึ่งผิด ที่ถูกต้องคือ โครมาโทกราฟี ครับ
กระสุนยานาโนพิชิตมะเร็ง
มะเร็งยังคงเป็นมัจจุราชเงียบที่คร่าชีวิตคนหลายสิบล้านคนทั่วโลกในแต่ละปี แต่การรักษามะเร็งระยะต้นในปัจจุบัน ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา ไม่ว่าจะด้วยวิธีเคมีบำบัด หรือรังสีบำบัด มักจะได้รับผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยเทคนิคดังกล่าวมากบ้างน้อยบ้าง เนื่องจากการทำลายเซลล์มะเร็งด้วยเทคนิคดังกล่าวยังไม่สามารถกันให้เซลล์ที่ดีรอดพ้นจากพลังอำนาจของเคมี หรือรังสีที่จู่โจมเนื้อร้าย
นักวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่จึงพยายามพัฒนาระบบนำส่งยาที่สามารถเดินทางเข้าไปในร่างกายยังจุดที่เกิดเนื้อร้ายและปล่อยยาโจมตีเซลล์มะเร็งถึงถิ่น เพื่อไม่ให้เซลล์ที่ดีต้องพลอยฝนพลอยฟ้าไปด้วย เพราะอนุภาคของยาที่ถูกส่งเข้าไปนั้นมีขนาดเล็กระดับอะตอม แถมยังมีระบบนำร่องที่ดีที่สามารถบอมบ์ใส่เป้าหมายได้ถูกตัว
"ตัวอย่างระบบนำส่งยาที่มีอนุภาคระดับนาโนที่รู้จักกันดี คือ การนำมาใช้กับเครื่องสำอาง โดยตัวยาที่มีอนุภาคระดับเล็กช่วยให้ตัวยาซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น แต่สำหรับระบบนำส่งยานาโนเพื่อใช้ในการแพทย์จริงๆ นั้นมุ่งที่จะพัฒนายาเพื่อใช้กับเซลล์ที่เป็นเป้าหมายอย่างเซลล์มะเร็ง เพื่อไปกำจัดโรคโดยตรง" ศ.ดร.วิวัฒน์ ตัณฑะพาณิชกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์แลกเทคโนโลยีแห่งชาติ อธิบายความหมายโดยย่อของยารักษาโรคในอนาคต
ที่ผ่านมา บริษัทเครื่องสำอางรายใหญ่ของฝรั่งเศสแห่งหนึ่งได้พัฒนาโมเลกุลของครีมบำรุงผิวให้มีอนุภาคขนาดเล็กสามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังชั้นใน เพื่อให้ออกฤทธิ์เพิ่มความชุ่มชื้นต่อผิวโดยตรงต่อเซลล์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้ยาวนานขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตครีมกันแดดอีกราย ได้พัฒนาตัวยาให้มีอนุภาคระดับไมครอน ( 1/100 ล้านเมตร) ให้ซึมลึกเข้าผิวหนังชั้นในเพื่อปกป้องผิวต่อแสงแดด ซึ่งมีคุณสมบัติเหนือกว่าครีมกันแดดยี่ห้ออื่นในตลาดที่มีเนื้อครีม หรืออนุภาคขนาดใหญ่จึงเหนียวเหนอะติดอยู่ที่ผิวหนัง
ศ.ดร.วิวัฒน์ กล่าวถึงข้อดีของการพัฒนาอนุภาคของยาให้มีขนาดเล็กระดับอะตอมว่า ปริมาณยาที่มีขนาดน้อยลงจะเข้าไปจู่โจมเป้าหมายเฉพาะที่ จึงไม่ส่งผลข้างเคียงต่อเซลล์ หรือเนื้อเยื่ออื่นที่ไม่ต้องการให้ได้รับผลกระทบจากการออกฤทธิ์ของยา "ยาที่ใช้ส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะออกฤทธิ์ในลักษณะที่ครอบคลุม ดังนั้น ผู้ใช้ยาบางรายอาจเกิดอาการแพ้ได้"
นอกจากนี้ การออกแบบยาในอนาคตยังสามารถกำหนดให้สามารถปล่อยยาเป็นจังหวะเพื่อใช้ในการรักษาโรค ซึ่งบางครั้งต้องการค่อยๆ ละลายออกมาอย่างช้าๆ ขณะที่การรักษาบางอย่างต้องการให้ปล่อยยาออกจากตัวบรรจุในเวลาอันรวดเร็ว
ผอ.ศูนย์นาโนเทคโนโลยีชี้ให้เห็นว่า อันที่จริงระบบนำส่งยาไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แต่ที่ผ่านมายังไม่ปรากฏการนำเอานาโนเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ "วิธีการในอดีต การแทรกซึมของยาเพื่อเข้าไปรักษา ณ จุดที่เป็นปัญหายังไม่ดีพอ กว่ายาจะเข้าไปถึงเป้าหมายก็เสื่อมสภาพไปแล้ว ต่างจากยาชนิดใหม่ที่เป็นโปรตีนจะเป็นโปรตีนที่ละลายได้ยาก นอกจากนี้ อนุภาคขนาดเล็กระดับนาโน ( 1 / 1000 ล้านเมตร) จะวิ่งไปถึงเป้าหมายและละลายออกฤทธิ์ได้มากขึ้น
ปัจจุบัน ห้องปฏิบัติการวิจัยหลายประเทศทั่วโลกกำลังแข่งขันกันอย่างหนัก เพื่อคิดค้นและออกแบบระบบนำส่งยาที่นำเอานาโนเทคโนโลยีมาใช้ร่วมเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ศูนย์วิจัยการแพทย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (CNRS) แห่งฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในห้องปฏิบัติการชั้นนำของโลกที่พัฒนาระบบการนำส่งยาชนิดใหม่เพื่อใช้รักษาโรคมะเร็ง โดยหนึ่งในความสำเร็จของศูนย์วิจัยยาของซีเอ็นอาร์เอสแห่งนี้คือ การพัฒนาระบบนำส่งยาต้านเซลล์มะเร็งโดยใช้ Doxorubicin (Adriamycin) ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในการบำบัดมะเร็งด้วยเคมีทั่วไป อาทิ มะเร็งมดลูก มะเร็งทรวงอก มะเร็งธัยรอยด์ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ เป็นต้น อย่างไรก็ดี การรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัดทั่วไปนั้นยังมีปัญหาในการออกฤทธิ์ของยาซึ่งส่งผลต่อเนื้อเยื่อ หรือเซลล์ที่อยู่ใกล้เคียงกับเซลล์มะเร็ง และยังไม่มีวิธีการใดที่มีประสิทธิภาพพอในการรักษา
ทีมงานวิจัยจากศูนย์ดังกล่าวจึงพัฒนาระบบนำส่งยาที่บรรจุ Doxorubicin ที่มีอนุภาคขนาด 50 นาโนเมตร ไว้ในกรดฟูลิด ซึ่งจะเป็นตัวล่อให้รีเซปเตอร์ของเซลล์มะเร็งเปิดประตูเข้าไปจู่โจมเซลล์มะเร็งถึงเป้าหมาย และจากการทดลองกับหนูที่ได้รับเชื้อเซลล์มะเร็งพบว่า การรักษาด้วย Doxorubicin ด้วยอนุภาคปกติ เมื่อเพิ่มปริมาณยาเข้าไปในร่างกายของหนูเพื่อให้ทำลายเซลล์มะเร็ง พบว่า ร่างกายเกิดการต่อต้านและแพ้ยา ขณะที่การรักษาด้วย Doxorubicin ที่มีอนุภาคระดับนาโน นอกจากไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงในการรักษาแล้วยังสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย ได้เดินทางตระเวนไปยังประเทศที่เป็นผู้นำด้านนาโนเทคโนโลยีหลายประเทศ เพื่อมองหาเทคโนโลยี และพันธมิตรด้านการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับระบบนำส่งยาแห่งอนาคต โดยปัจจุบันได้มีความร่วมมือกันกับทางมหาวิทยาลัยยูนนานของจีนในการค้นหา และสกัดสมุนไพรเพื่อใช้รักษาเชื้อเอชไอวี/เอดส์ และยังได้ทาบทามมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ซึ่งกำลังศึกษาระบบนำส่งยาที่มีขนาดเล็กระดับนาโนเพื่อใช้โจมตีเซลล์มะเร็ง โดยคาดว่า ความรู้ดังกล่าวจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้และต่อยอดพัฒนาให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของไทยได้ โดยอาศัยการร่วมมือหลายฝ่าย
"ถ้าเราสามารถสร้างเครือข่ายงานวิจัยร่วมระหว่าง ฝรั่งเศส ไทย และญี่ปุ่น หรือจีน ขึ้นมา จะช่วยให้การวิจัยมีความคืบหน้าได้เร็วขึ้น" กร ทัพพะรังสี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ให้ความเห็นระหว่างนำคณะนักวิทยาศาสตร์เดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัยการแพทย์ของฝรั่งเศส
นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยของฝรั่งเศสแห่งนี้มีความสำเร็จในการพัฒนาระบบนำส่งยาอนุภาคนาโนหลายด้าน อาทิ แคปซูลระดับนาโนสำหรับใช้เป็นตัวส่งกรดนิวคลิกสำหรับปล่อยยา และยังได้มีการค้นพบรูปแบบการจับตัวของเปปไทด์ที่มีอนุภาคขนาดเล็กกว่าโมเลกุลสำหรับใช้ควบคุมการนำส่งยาด้วย โดยงานวิจัยของศูนย์ฯ เน้นไปที่การคิดค้นวิธีการใหม่ๆ ในการโจมตีมะเร็งถึงที่หมาย เพื่อลดการเกิดพิษจากการรักษาด้วยเคมี
ตั้งเวลาจ่ายยาด้วยซิลิคอน
ความสำเร็จของการพัฒนาระบบนำส่งยาขึ้นอยู่กับความสามารถในการค้นหาวัสดุที่ใช้เป็นตัวนำส่ง ซึ่งโดยมากจะเน้นไปที่โพลิเมอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้รักษาโรคมะเร็ง แต่เมื่อกลางปีนี้ บริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพของอังกฤษ pSivida ได้พัฒนาระบบนำส่งยาที่ทำจากซิลิคอนเรียกว่า BrachySil เป็นพาหนะในการนำยาโจมตีเซลล์มะเร็งถึงเป้าหมาย
โครงสร้างของ BrachySil เป็นซิลิคอนมีลักษณะเป็นรูพรุน และปรับรูปร่างได้ และเมื่อจัดส่งยาไปยังหลายที่แล้วสามารถควบคุมปริมาณการจ่ายยาได้ตามต้องการ โดยผู้พัฒนาระบบตั้งใจว่าจะนำมาใช้สำหรับการรักษาด้วยการยิงโจมตีเซลล์มะเร็งระยะใกล้แบบใหม่
ระบบนำส่งยาอนุภาคนาโนของอังกฤษนี้มีองค์ประกอบหลักมาจาก ไบโอซิลิคอน ซึ่งเป็นวัสดุที่มีราคาถูก และสามารถย่อยสลายได้ และปลอดภัยต่อร่างกาย และถือว่าเป็นเทคโนโลยีรูปแบบใหม่อย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นวัสดุที่สามารถปรับตัวเองได้ สามารถประยุกต์ไปใช้งานได้อย่างกว้างขวาง
ซิลิคอนจะถูกเจาะให้เป็นรูพรุนขนาดเล็กหลายๆ รู โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 อะตอม และสามารถใช้บรรจุยา เปปไทด์ ยีน โปรตีน รังสีนิวเคลียร์ หรือแม้แต่วัคซีนได้ อีกทั้งโครงสร้างที่เป็นรูพรุนนี้ยังทำให้สามารถปรับรูปร่างได้ง่ายด้วย
นักวิจัยได้นำเอาฟอสฟอรัสเข้มข้นใส่เข้าไปในซิลิคอน BrachySil และนำไปอาบรังสีในเตาปฏิกรณ์จนได้ไอโซโทปรังสีของฟอสฟอรัส-32 ซึ่งมีธาตุที่มีครึ่งชีวิต 14 วัน นานกว่ารังสีนิวเคลียร์อื่นที่ใช้ในปัจจุบันซึ่งมักจะเสื่อมสภาพหลังจาก 60 ชั่วโมงไปแล้ว
แม้ว่าระบบจ่ายยาตามกำหนดเวลาจะไม่ได้เป็นเรื่องใหม่อะไร แต่ระบบที่อังกฤษพัฒนาขึ้นมานี้ต่างจากระบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันที่ใช้โพลิเมอร์เป็นองค์ประกอบ โดยระบบใหม่ใช้ซิลิคอนที่นำไฟฟ้าได้ เท่ากับกับแพทย์หรือนักเทคนิคแพทย์สามารถควบคุมการแตกตัวของไบโอซิลิคอนได้โดยตรง
สยบมะเร็งด้วยอนุภาคทองคำ
วีรวุฒิ วิทยานันท์ นักศึกษาระดับปริญญาเอกด้านเคมีบำบัดในมหาวิทยาลัยแพทย์แห่งหนึ่งในปารีส เป็นหนึ่งในนักวิจัยไทยที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการนำเอานาโนเทคโนโลยีมาใช้ในทางการแพทย์เพื่อสยบมะเร็ง โดยวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เขาเลือกศึกษากรรมวิธีในการค้นหาสารต่อต้านการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง
"โปรเจคของผมเป็นการนำเอานาโนเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ โดยผมได้ศึกษาสารจากพืชหลายชนิดที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง จากนั้นจึงนำเอาสารดังกล่าวไปติดกับแผ่นทองที่มีขนาดเล็กระดับอะตอม" วีรวุฒิ กล่าวถึงผลงานวิจัย และเปิดเผยว่า สารชนิดหนึ่งที่เลือกใช้ในโปรเจคครั้งนี้เป็นสารฟลาเวอร์นอร์ในชาเขียว
ในบรรดาสารจากพืชที่เลือกนำมาทดลองนี้ เขากล่าวว่ามีความจำเป็นต้องทำให้มีความหลากหลายมากที่สุด และอย่างน้อยถ้าพบว่ามีสารเพียงหนึ่งตัวที่สามารถยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งจริงก็ถือว่าสำเร็จแล้ว
ก่อนหน้านี้ นักวิจัยสหรัฐได้เปิดเผยถึงความสำเร็จเบื้องต้นในการใช้อนุภาคของทองคำระดับนาโนส่งเข้าไปในร่างกาย เพื่อให้วิ่งไปจับส่วนที่เป็นเนื้อร้าย หรือที่เรียกว่า "กระสุนนาโน" และเมื่ออนุภาคทองคำจับเข้ากับเนื้อมะเร็ง นักวิจัยจึงฉายรังสีเข้าไป พออนุภาคทองคำได้รับความร้อนจะเข้าไปทำลายเซลล์เนื้องอกเพื่อหยุดยั้งการเติบโต ทั้งยังไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์ที่เป็นปกติด้วย
สำหรับงานวิจัยที่เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จนี้ วีรวุฒิ กล่าวว่า "ผมคิดว่าคงจะใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี และถ้าทำสำเร็จแล้วก็จะทำต่อไปอีก เป็นการต่อยอดความรู้"
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเหล่านี้ยังต้องใช้เวลาศึกษาอีกระยะหนึ่ง ถึงจะสามารถนำมาใช้เป็นทางเลือกใหม่ในการรักษามะเร็งร้ายได้
นักวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่จึงพยายามพัฒนาระบบนำส่งยาที่สามารถเดินทางเข้าไปในร่างกายยังจุดที่เกิดเนื้อร้ายและปล่อยยาโจมตีเซลล์มะเร็งถึงถิ่น เพื่อไม่ให้เซลล์ที่ดีต้องพลอยฝนพลอยฟ้าไปด้วย เพราะอนุภาคของยาที่ถูกส่งเข้าไปนั้นมีขนาดเล็กระดับอะตอม แถมยังมีระบบนำร่องที่ดีที่สามารถบอมบ์ใส่เป้าหมายได้ถูกตัว
"ตัวอย่างระบบนำส่งยาที่มีอนุภาคระดับนาโนที่รู้จักกันดี คือ การนำมาใช้กับเครื่องสำอาง โดยตัวยาที่มีอนุภาคระดับเล็กช่วยให้ตัวยาซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น แต่สำหรับระบบนำส่งยานาโนเพื่อใช้ในการแพทย์จริงๆ นั้นมุ่งที่จะพัฒนายาเพื่อใช้กับเซลล์ที่เป็นเป้าหมายอย่างเซลล์มะเร็ง เพื่อไปกำจัดโรคโดยตรง" ศ.ดร.วิวัฒน์ ตัณฑะพาณิชกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์แลกเทคโนโลยีแห่งชาติ อธิบายความหมายโดยย่อของยารักษาโรคในอนาคต
ที่ผ่านมา บริษัทเครื่องสำอางรายใหญ่ของฝรั่งเศสแห่งหนึ่งได้พัฒนาโมเลกุลของครีมบำรุงผิวให้มีอนุภาคขนาดเล็กสามารถซึมเข้าสู่ผิวหนังชั้นใน เพื่อให้ออกฤทธิ์เพิ่มความชุ่มชื้นต่อผิวโดยตรงต่อเซลล์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้ยาวนานขึ้น ขณะที่ผู้ผลิตครีมกันแดดอีกราย ได้พัฒนาตัวยาให้มีอนุภาคระดับไมครอน ( 1/100 ล้านเมตร) ให้ซึมลึกเข้าผิวหนังชั้นในเพื่อปกป้องผิวต่อแสงแดด ซึ่งมีคุณสมบัติเหนือกว่าครีมกันแดดยี่ห้ออื่นในตลาดที่มีเนื้อครีม หรืออนุภาคขนาดใหญ่จึงเหนียวเหนอะติดอยู่ที่ผิวหนัง
ศ.ดร.วิวัฒน์ กล่าวถึงข้อดีของการพัฒนาอนุภาคของยาให้มีขนาดเล็กระดับอะตอมว่า ปริมาณยาที่มีขนาดน้อยลงจะเข้าไปจู่โจมเป้าหมายเฉพาะที่ จึงไม่ส่งผลข้างเคียงต่อเซลล์ หรือเนื้อเยื่ออื่นที่ไม่ต้องการให้ได้รับผลกระทบจากการออกฤทธิ์ของยา "ยาที่ใช้ส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะออกฤทธิ์ในลักษณะที่ครอบคลุม ดังนั้น ผู้ใช้ยาบางรายอาจเกิดอาการแพ้ได้"
นอกจากนี้ การออกแบบยาในอนาคตยังสามารถกำหนดให้สามารถปล่อยยาเป็นจังหวะเพื่อใช้ในการรักษาโรค ซึ่งบางครั้งต้องการค่อยๆ ละลายออกมาอย่างช้าๆ ขณะที่การรักษาบางอย่างต้องการให้ปล่อยยาออกจากตัวบรรจุในเวลาอันรวดเร็ว
ผอ.ศูนย์นาโนเทคโนโลยีชี้ให้เห็นว่า อันที่จริงระบบนำส่งยาไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ แต่ที่ผ่านมายังไม่ปรากฏการนำเอานาโนเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ "วิธีการในอดีต การแทรกซึมของยาเพื่อเข้าไปรักษา ณ จุดที่เป็นปัญหายังไม่ดีพอ กว่ายาจะเข้าไปถึงเป้าหมายก็เสื่อมสภาพไปแล้ว ต่างจากยาชนิดใหม่ที่เป็นโปรตีนจะเป็นโปรตีนที่ละลายได้ยาก นอกจากนี้ อนุภาคขนาดเล็กระดับนาโน ( 1 / 1000 ล้านเมตร) จะวิ่งไปถึงเป้าหมายและละลายออกฤทธิ์ได้มากขึ้น
ปัจจุบัน ห้องปฏิบัติการวิจัยหลายประเทศทั่วโลกกำลังแข่งขันกันอย่างหนัก เพื่อคิดค้นและออกแบบระบบนำส่งยาที่นำเอานาโนเทคโนโลยีมาใช้ร่วมเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ศูนย์วิจัยการแพทย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (CNRS) แห่งฝรั่งเศส เป็นหนึ่งในห้องปฏิบัติการชั้นนำของโลกที่พัฒนาระบบการนำส่งยาชนิดใหม่เพื่อใช้รักษาโรคมะเร็ง โดยหนึ่งในความสำเร็จของศูนย์วิจัยยาของซีเอ็นอาร์เอสแห่งนี้คือ การพัฒนาระบบนำส่งยาต้านเซลล์มะเร็งโดยใช้ Doxorubicin (Adriamycin) ซึ่งเป็นยาที่ใช้ในการบำบัดมะเร็งด้วยเคมีทั่วไป อาทิ มะเร็งมดลูก มะเร็งทรวงอก มะเร็งธัยรอยด์ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ เป็นต้น อย่างไรก็ดี การรักษามะเร็งด้วยเคมีบำบัดทั่วไปนั้นยังมีปัญหาในการออกฤทธิ์ของยาซึ่งส่งผลต่อเนื้อเยื่อ หรือเซลล์ที่อยู่ใกล้เคียงกับเซลล์มะเร็ง และยังไม่มีวิธีการใดที่มีประสิทธิภาพพอในการรักษา
ทีมงานวิจัยจากศูนย์ดังกล่าวจึงพัฒนาระบบนำส่งยาที่บรรจุ Doxorubicin ที่มีอนุภาคขนาด 50 นาโนเมตร ไว้ในกรดฟูลิด ซึ่งจะเป็นตัวล่อให้รีเซปเตอร์ของเซลล์มะเร็งเปิดประตูเข้าไปจู่โจมเซลล์มะเร็งถึงเป้าหมาย และจากการทดลองกับหนูที่ได้รับเชื้อเซลล์มะเร็งพบว่า การรักษาด้วย Doxorubicin ด้วยอนุภาคปกติ เมื่อเพิ่มปริมาณยาเข้าไปในร่างกายของหนูเพื่อให้ทำลายเซลล์มะเร็ง พบว่า ร่างกายเกิดการต่อต้านและแพ้ยา ขณะที่การรักษาด้วย Doxorubicin ที่มีอนุภาคระดับนาโน นอกจากไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงในการรักษาแล้วยังสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย
ที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย ได้เดินทางตระเวนไปยังประเทศที่เป็นผู้นำด้านนาโนเทคโนโลยีหลายประเทศ เพื่อมองหาเทคโนโลยี และพันธมิตรด้านการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับระบบนำส่งยาแห่งอนาคต โดยปัจจุบันได้มีความร่วมมือกันกับทางมหาวิทยาลัยยูนนานของจีนในการค้นหา และสกัดสมุนไพรเพื่อใช้รักษาเชื้อเอชไอวี/เอดส์ และยังได้ทาบทามมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น ซึ่งกำลังศึกษาระบบนำส่งยาที่มีขนาดเล็กระดับนาโนเพื่อใช้โจมตีเซลล์มะเร็ง โดยคาดว่า ความรู้ดังกล่าวจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้และต่อยอดพัฒนาให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของไทยได้ โดยอาศัยการร่วมมือหลายฝ่าย
"ถ้าเราสามารถสร้างเครือข่ายงานวิจัยร่วมระหว่าง ฝรั่งเศส ไทย และญี่ปุ่น หรือจีน ขึ้นมา จะช่วยให้การวิจัยมีความคืบหน้าได้เร็วขึ้น" กร ทัพพะรังสี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ให้ความเห็นระหว่างนำคณะนักวิทยาศาสตร์เดินทางไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัยการแพทย์ของฝรั่งเศส
นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยของฝรั่งเศสแห่งนี้มีความสำเร็จในการพัฒนาระบบนำส่งยาอนุภาคนาโนหลายด้าน อาทิ แคปซูลระดับนาโนสำหรับใช้เป็นตัวส่งกรดนิวคลิกสำหรับปล่อยยา และยังได้มีการค้นพบรูปแบบการจับตัวของเปปไทด์ที่มีอนุภาคขนาดเล็กกว่าโมเลกุลสำหรับใช้ควบคุมการนำส่งยาด้วย โดยงานวิจัยของศูนย์ฯ เน้นไปที่การคิดค้นวิธีการใหม่ๆ ในการโจมตีมะเร็งถึงที่หมาย เพื่อลดการเกิดพิษจากการรักษาด้วยเคมี
ตั้งเวลาจ่ายยาด้วยซิลิคอน
ความสำเร็จของการพัฒนาระบบนำส่งยาขึ้นอยู่กับความสามารถในการค้นหาวัสดุที่ใช้เป็นตัวนำส่ง ซึ่งโดยมากจะเน้นไปที่โพลิเมอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้รักษาโรคมะเร็ง แต่เมื่อกลางปีนี้ บริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพของอังกฤษ pSivida ได้พัฒนาระบบนำส่งยาที่ทำจากซิลิคอนเรียกว่า BrachySil เป็นพาหนะในการนำยาโจมตีเซลล์มะเร็งถึงเป้าหมาย
โครงสร้างของ BrachySil เป็นซิลิคอนมีลักษณะเป็นรูพรุน และปรับรูปร่างได้ และเมื่อจัดส่งยาไปยังหลายที่แล้วสามารถควบคุมปริมาณการจ่ายยาได้ตามต้องการ โดยผู้พัฒนาระบบตั้งใจว่าจะนำมาใช้สำหรับการรักษาด้วยการยิงโจมตีเซลล์มะเร็งระยะใกล้แบบใหม่
ระบบนำส่งยาอนุภาคนาโนของอังกฤษนี้มีองค์ประกอบหลักมาจาก ไบโอซิลิคอน ซึ่งเป็นวัสดุที่มีราคาถูก และสามารถย่อยสลายได้ และปลอดภัยต่อร่างกาย และถือว่าเป็นเทคโนโลยีรูปแบบใหม่อย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นวัสดุที่สามารถปรับตัวเองได้ สามารถประยุกต์ไปใช้งานได้อย่างกว้างขวาง
ซิลิคอนจะถูกเจาะให้เป็นรูพรุนขนาดเล็กหลายๆ รู โดยมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 อะตอม และสามารถใช้บรรจุยา เปปไทด์ ยีน โปรตีน รังสีนิวเคลียร์ หรือแม้แต่วัคซีนได้ อีกทั้งโครงสร้างที่เป็นรูพรุนนี้ยังทำให้สามารถปรับรูปร่างได้ง่ายด้วย
นักวิจัยได้นำเอาฟอสฟอรัสเข้มข้นใส่เข้าไปในซิลิคอน BrachySil และนำไปอาบรังสีในเตาปฏิกรณ์จนได้ไอโซโทปรังสีของฟอสฟอรัส-32 ซึ่งมีธาตุที่มีครึ่งชีวิต 14 วัน นานกว่ารังสีนิวเคลียร์อื่นที่ใช้ในปัจจุบันซึ่งมักจะเสื่อมสภาพหลังจาก 60 ชั่วโมงไปแล้ว
แม้ว่าระบบจ่ายยาตามกำหนดเวลาจะไม่ได้เป็นเรื่องใหม่อะไร แต่ระบบที่อังกฤษพัฒนาขึ้นมานี้ต่างจากระบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันที่ใช้โพลิเมอร์เป็นองค์ประกอบ โดยระบบใหม่ใช้ซิลิคอนที่นำไฟฟ้าได้ เท่ากับกับแพทย์หรือนักเทคนิคแพทย์สามารถควบคุมการแตกตัวของไบโอซิลิคอนได้โดยตรง
สยบมะเร็งด้วยอนุภาคทองคำ
วีรวุฒิ วิทยานันท์ นักศึกษาระดับปริญญาเอกด้านเคมีบำบัดในมหาวิทยาลัยแพทย์แห่งหนึ่งในปารีส เป็นหนึ่งในนักวิจัยไทยที่ได้ศึกษาเกี่ยวกับการนำเอานาโนเทคโนโลยีมาใช้ในทางการแพทย์เพื่อสยบมะเร็ง โดยวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก เขาเลือกศึกษากรรมวิธีในการค้นหาสารต่อต้านการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง
"โปรเจคของผมเป็นการนำเอานาโนเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ โดยผมได้ศึกษาสารจากพืชหลายชนิดที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง จากนั้นจึงนำเอาสารดังกล่าวไปติดกับแผ่นทองที่มีขนาดเล็กระดับอะตอม" วีรวุฒิ กล่าวถึงผลงานวิจัย และเปิดเผยว่า สารชนิดหนึ่งที่เลือกใช้ในโปรเจคครั้งนี้เป็นสารฟลาเวอร์นอร์ในชาเขียว
ในบรรดาสารจากพืชที่เลือกนำมาทดลองนี้ เขากล่าวว่ามีความจำเป็นต้องทำให้มีความหลากหลายมากที่สุด และอย่างน้อยถ้าพบว่ามีสารเพียงหนึ่งตัวที่สามารถยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งจริงก็ถือว่าสำเร็จแล้ว
ก่อนหน้านี้ นักวิจัยสหรัฐได้เปิดเผยถึงความสำเร็จเบื้องต้นในการใช้อนุภาคของทองคำระดับนาโนส่งเข้าไปในร่างกาย เพื่อให้วิ่งไปจับส่วนที่เป็นเนื้อร้าย หรือที่เรียกว่า "กระสุนนาโน" และเมื่ออนุภาคทองคำจับเข้ากับเนื้อมะเร็ง นักวิจัยจึงฉายรังสีเข้าไป พออนุภาคทองคำได้รับความร้อนจะเข้าไปทำลายเซลล์เนื้องอกเพื่อหยุดยั้งการเติบโต ทั้งยังไม่ส่งผลกระทบต่อเซลล์ที่เป็นปกติด้วย
สำหรับงานวิจัยที่เป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จนี้ วีรวุฒิ กล่าวว่า "ผมคิดว่าคงจะใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี และถ้าทำสำเร็จแล้วก็จะทำต่อไปอีก เป็นการต่อยอดความรู้"
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเหล่านี้ยังต้องใช้เวลาศึกษาอีกระยะหนึ่ง ถึงจะสามารถนำมาใช้เป็นทางเลือกใหม่ในการรักษามะเร็งร้ายได้
นักวิทยาศาสตร์ชี้แจงเกี่ยวกับโครงการใหญ่ๆ ในการสำรวจอวกาศเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก
ขณะที่นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามค้นหาสิ่งส่อแสดงต่างๆ เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในระบบสุริยะของเรา และไกลออกไปในห้วงเอกภพอย่างไม่ย่อท้อนั้น
นักวิทยาศาสตร์ที่ร่วมการประชุมทางชีวดาราศาสตร์ในสัปดาห์นี้ ชี้แจงเกี่ยวกับโครงการใหญ่ๆ ในการสำรวจอวกาศเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก
ระหว่างที่มีการประชุมทางชีวดาราศาสตร์ ณ ชานเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส เมื่อเร็วๆ นี้ คุณ Steve Squires นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Cornell ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะนักวิทยาศาสตร์ในโครงการสำรวจดาวอังคารขององค์การอวกาศสหรัฐฯ หรือ NASA กล่าวว่า วิชาชีวดาราศาสตร์จะเป็นศูนย์กลางของการสำรวจอวกาศในอนาคต
อาจารย์ Steve Squires กล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์กำลังวางโครงการสำรวจหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกไว้ 28 โครงการ มีตั้งแต่โครงการส่งยานสำรวจไปลงบนดาวพุธ ไปจนถึงการส่งยานอวกาศโคจรไปสำรวจห้วงอวกาศในระบบสุริยะรอบนอก โครงการใหญ่โครงการหนึ่ง คือ การส่งยานอวกาศไปเก็บตัวอย่างดินและหินจากดาวอังคารกลับมายังโลก ส่วนโครงการอื่นๆ นั้น รวมทั้งการส่งยานสำรวจระหว่างดาวเคราะห์ต่างๆ ไปโคจรรอบดวงจันทร์ยูโรปาของดาวพฤหัส เพื่อเสาะหาแหล่งน้ำใต้พิ้นผิวซึ่งเป็นน้ำแข็งของดวงจันทร์นั้น และสำรวจหาแหล่งก๊าซมีเธนบนดวงจันทร์ไททันของดาวเสาร์ เป็นต้น
การพยายามเสาะหาสิ่งมีชีวิตนอกเหนือไปจากที่พบบนโลกนั้น จริงๆ แล้ว รวมการย้อนกลับไปศึกษาซากฟอสซิล สิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์บางอย่างในชั้นเปลือกโลกเราเองด้วย ในการประชุมทางชีวดาราศาสตร์คราวนี้ อาจารย์ Bill Schopf สาขาวิชาสัตว์ดึกดำบรรพ์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตลอสแอนเจลิส หรือ UCLA เสนอข้อมูลเกี่ยวกับซากฟอสซิลของจุลินทรีย์ที่พบในชั้นแร่ยิบซัมอายุ 6 ล้านปี จากก้นทะเลเมดิเตอเรเนียน อาจารย์ Bill Schopf กล่าวว่า ภาพถ่ายการทำแผนที่ดาวอังคาร แสดงให้เห็นแหล่งแร่ธาตุลักษณะคล้ายๆ กันนี้ เขากล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์ทราบว่า จุดดังกล่าวบนดาวอังคารเป็นจุดที่เหมาะสำหรับการค้นหาหลักฐานซากฟอสซิลสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร และหวังกันว่าอาจพบซากอินทรียสารที่จะเป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงการที่เคยมีสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงนั้น
อาจารย์ Steve Squires จากมหาวิทยาลัย Cornell นักวิทยาศาสตร์ของ NASA กล่าวว่า ตัวอย่างดินและหินจากดาวอังคาร อาจให้เงื่อนงำที่มีประโยชน์เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์บางรูปแบบ เขากล่าวว่า จากการศึกษาข้อมูลที่ยานสำรวจดาวอังคารส่งกลับมานั้น นักวิทยาศาสตร์ทราบว่าดินและหินบนดาวอังคารมีแร่ธาตุ iron sulfates, magnesium sulfates และ calcium sulfates และแร่ยิปซัม ก็คือ calcium sulfates แร่ธาตุเหล่านี้มีอยู่ในบริเวณที่ยาน Opportunity ไปลงบนพื้นผิวดาวอังคารเมื่อ 6 ปีมาแล้ว และยานสำรวจดาวอังคารลำนั้นยังส่งข้อมูลต่างๆ กลับมายังโลก โดยที่ยังทำงานอยู่นานกว่าที่คาดไว้กว่า 20 เท่า ข้อมูลเหล่านั้นมีสิ่งบ่งชี้ถึงการมีน้ำซึ่งเป็นการบ่งชี้ถึงการที่อาจมีสิ่งมีชีวิต
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ก็ยังต้องการดินและหินจากดาวอังคารจริงๆ มาศึกษาวิเคราะห์ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า การค้นพบแหล่งน้ำและอินทรียสารต่างๆ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชีวิตอย่างที่เรารู้จักบนโลก จะเป็นงานสำคัญลำดับแรกๆ ของการสำรวจห้วงอวกาศในอนาคต.
นักวิทยาศาสตร์ที่ร่วมการประชุมทางชีวดาราศาสตร์ในสัปดาห์นี้ ชี้แจงเกี่ยวกับโครงการใหญ่ๆ ในการสำรวจอวกาศเพื่อค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก
ระหว่างที่มีการประชุมทางชีวดาราศาสตร์ ณ ชานเมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส เมื่อเร็วๆ นี้ คุณ Steve Squires นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Cornell ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะนักวิทยาศาสตร์ในโครงการสำรวจดาวอังคารขององค์การอวกาศสหรัฐฯ หรือ NASA กล่าวว่า วิชาชีวดาราศาสตร์จะเป็นศูนย์กลางของการสำรวจอวกาศในอนาคต
อาจารย์ Steve Squires กล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์กำลังวางโครงการสำรวจหาสิ่งมีชีวิตนอกโลกไว้ 28 โครงการ มีตั้งแต่โครงการส่งยานสำรวจไปลงบนดาวพุธ ไปจนถึงการส่งยานอวกาศโคจรไปสำรวจห้วงอวกาศในระบบสุริยะรอบนอก โครงการใหญ่โครงการหนึ่ง คือ การส่งยานอวกาศไปเก็บตัวอย่างดินและหินจากดาวอังคารกลับมายังโลก ส่วนโครงการอื่นๆ นั้น รวมทั้งการส่งยานสำรวจระหว่างดาวเคราะห์ต่างๆ ไปโคจรรอบดวงจันทร์ยูโรปาของดาวพฤหัส เพื่อเสาะหาแหล่งน้ำใต้พิ้นผิวซึ่งเป็นน้ำแข็งของดวงจันทร์นั้น และสำรวจหาแหล่งก๊าซมีเธนบนดวงจันทร์ไททันของดาวเสาร์ เป็นต้น
การพยายามเสาะหาสิ่งมีชีวิตนอกเหนือไปจากที่พบบนโลกนั้น จริงๆ แล้ว รวมการย้อนกลับไปศึกษาซากฟอสซิล สิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์บางอย่างในชั้นเปลือกโลกเราเองด้วย ในการประชุมทางชีวดาราศาสตร์คราวนี้ อาจารย์ Bill Schopf สาขาวิชาสัตว์ดึกดำบรรพ์ จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตลอสแอนเจลิส หรือ UCLA เสนอข้อมูลเกี่ยวกับซากฟอสซิลของจุลินทรีย์ที่พบในชั้นแร่ยิบซัมอายุ 6 ล้านปี จากก้นทะเลเมดิเตอเรเนียน อาจารย์ Bill Schopf กล่าวว่า ภาพถ่ายการทำแผนที่ดาวอังคาร แสดงให้เห็นแหล่งแร่ธาตุลักษณะคล้ายๆ กันนี้ เขากล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์ทราบว่า จุดดังกล่าวบนดาวอังคารเป็นจุดที่เหมาะสำหรับการค้นหาหลักฐานซากฟอสซิลสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร และหวังกันว่าอาจพบซากอินทรียสารที่จะเป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงการที่เคยมีสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงนั้น
อาจารย์ Steve Squires จากมหาวิทยาลัย Cornell นักวิทยาศาสตร์ของ NASA กล่าวว่า ตัวอย่างดินและหินจากดาวอังคาร อาจให้เงื่อนงำที่มีประโยชน์เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์บางรูปแบบ เขากล่าวว่า จากการศึกษาข้อมูลที่ยานสำรวจดาวอังคารส่งกลับมานั้น นักวิทยาศาสตร์ทราบว่าดินและหินบนดาวอังคารมีแร่ธาตุ iron sulfates, magnesium sulfates และ calcium sulfates และแร่ยิปซัม ก็คือ calcium sulfates แร่ธาตุเหล่านี้มีอยู่ในบริเวณที่ยาน Opportunity ไปลงบนพื้นผิวดาวอังคารเมื่อ 6 ปีมาแล้ว และยานสำรวจดาวอังคารลำนั้นยังส่งข้อมูลต่างๆ กลับมายังโลก โดยที่ยังทำงานอยู่นานกว่าที่คาดไว้กว่า 20 เท่า ข้อมูลเหล่านั้นมีสิ่งบ่งชี้ถึงการมีน้ำซึ่งเป็นการบ่งชี้ถึงการที่อาจมีสิ่งมีชีวิต
อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ก็ยังต้องการดินและหินจากดาวอังคารจริงๆ มาศึกษาวิเคราะห์ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า การค้นพบแหล่งน้ำและอินทรียสารต่างๆ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของชีวิตอย่างที่เรารู้จักบนโลก จะเป็นงานสำคัญลำดับแรกๆ ของการสำรวจห้วงอวกาศในอนาคต.
วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ทฤษฎีบทใหม่ที่แนะนำให้คิดเล่นๆ
วันนี้เอานำทฤษฎีบทที่นู๋คิดให้มาให้ดูกัน ทฤษฎีบทแรกมั่นใจประมาณ 85% ว่ายังไม่เคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน
ทฤษฎีบทที่สอง มั่นใจประมาณ 90% ว่าไม่ยังเคยตีพิมพ์ที่ใดมาก่อน
อย่างไรก็ดี ถ้าท่านใดทราบว่าเคยตีพิมพ์มาก่อน ช่วยกรุณาบอกนู่ด้วยแล้วกันว่าที่ไหน
จะมี Gon Theroem 3 เร็ว ๆ นี้ คงเป็นภาคต่อจาก Gon Theroem 2 คือ ภาคของ Sine
อย่างไรก็ดี ถ้าท่านใดทราบว่าเคยตีพิมพ์มาก่อน ช่วยกรุณาบอกนู่ด้วยแล้วกันว่าที่ไหน
จะมี Gon Theroem 3 เร็ว ๆ นี้ คงเป็นภาคต่อจาก Gon Theroem 2 คือ ภาคของ Sine
!!! New Identity Discover !!!
ท.บ. ให้ x1, x2, x3 เป็นรากของสมการ 8x3 - ax2 + bx - 1 = 0
จะได้ว่า x11/3 + x21/3 + x31/3 = (a + 24 +6t)1/3/2
และ (x1x2)1/3 + (x2x3)1/3 + (x3x1)1/3 = (b + 12 + 3t)1/3/2
โดยที่ : t3 - 3(a + 2b + 12)t - [ ab + 12(a + 2b + 6) ] = 0
--------------------------------------------------------------------------------
พิสูจน์ : จะได้ว่า x1x2x3 = 1/8
สมมติให้ yi = xi1/3 ; i = 1, 2, 3 หรือ y = x1/3 \ y1y2y3 = (x1x2x3)1/3 = (1/8)1/3 = 1/2
\ จะมีสมการ 2y3 - py2 + qy - 1 = 0 ...(*)
จัดรูปจะได้ (2y3 - 1)3 = (py2 - qy)3 แล้ว (2x - 1)3 - p3x2 + q3x + 3pqx(2x - 1) = 0
ฎ 8x3 - (12 + p3 - 6pq)x2 + (6 + q3 - 3pq)x - 1 = 0
เทียบสัมประสิทธิ์ จะได้ว่า
a = 12 + p3 - 6pq
b = 6 + q3 - 3pq ฎ 2b = 12 + q3 - 6pq
ให้ p3 = a + 24 + 6t ก็จะได้ว่า q3 = b + 12 + 3t และ pq = t + 6
แต่ p3q3 = (pq)3 ฎ (a + 24 + 6t)(b + 12 + 3t) = (t + 6)3 ซึ่งเมื่อกระจายแล้วจัดรูปจะได้ว่า
t3 - 3(a + 2b + 12)t - [ ab + 12(a + 2b + 6) ] = 0
จาก (*) จะได้ว่า y1 + y2 + y3 = p/2 ฎ x11/3 + x21/3 + x31/3 = (a + 24 +6t)1/3/2
และ y1y2 + y2y3 + y3y1 = q/2 ฎ (x1x2)1/3 + (x2x3)1/3 + (x3x1)1/3 = (b + 12 + 3t)1/3/2
--------------------------------------------------------------------------------
พิจารณาสมการ 8x3 + 4x2 - 4x - 1 = 0 จะได้ว่า รากของสมการนี้คือ cos 2p/7, cos 4p/7, cos 6p/7
\ เมื่อ a = -4, b = -4 ก็จะได้ว่า t = -2(7)1/3 เมื่อนำไปแทนใน ท.บ. ข้างต้น ก็จะได้เอกลักษณ์ทั้งสอง ออกมาตามลำดับ
ใครจะเอาแนวคิดดังกล่าวไปใช้ต่อ ก็เชิญตามสบายเลยค่ะ. ถ้าเจอของใหม่อีกยิ่งดี
__________________
คิดไปคิดมา ได้มาอีกเพียบเลย ชักไม่ตื่นเต้นแล้ว รู้สึกว่ามันจะ unlimited ซะด้วย สำหรับเอกลักษณ์ของรากที่ 3 จำนวน 3 ตัว. ให้ดูเล่น ๆ ค่ะ.
คณิตศาสตร์ไม่ยากอย่างที่คิด
จะได้ว่า x11/3 + x21/3 + x31/3 = (a + 24 +6t)1/3/2
และ (x1x2)1/3 + (x2x3)1/3 + (x3x1)1/3 = (b + 12 + 3t)1/3/2
โดยที่ : t3 - 3(a + 2b + 12)t - [ ab + 12(a + 2b + 6) ] = 0
--------------------------------------------------------------------------------
พิสูจน์ : จะได้ว่า x1x2x3 = 1/8
สมมติให้ yi = xi1/3 ; i = 1, 2, 3 หรือ y = x1/3 \ y1y2y3 = (x1x2x3)1/3 = (1/8)1/3 = 1/2
\ จะมีสมการ 2y3 - py2 + qy - 1 = 0 ...(*)
จัดรูปจะได้ (2y3 - 1)3 = (py2 - qy)3 แล้ว (2x - 1)3 - p3x2 + q3x + 3pqx(2x - 1) = 0
ฎ 8x3 - (12 + p3 - 6pq)x2 + (6 + q3 - 3pq)x - 1 = 0
เทียบสัมประสิทธิ์ จะได้ว่า
a = 12 + p3 - 6pq
b = 6 + q3 - 3pq ฎ 2b = 12 + q3 - 6pq
ให้ p3 = a + 24 + 6t ก็จะได้ว่า q3 = b + 12 + 3t และ pq = t + 6
แต่ p3q3 = (pq)3 ฎ (a + 24 + 6t)(b + 12 + 3t) = (t + 6)3 ซึ่งเมื่อกระจายแล้วจัดรูปจะได้ว่า
t3 - 3(a + 2b + 12)t - [ ab + 12(a + 2b + 6) ] = 0
จาก (*) จะได้ว่า y1 + y2 + y3 = p/2 ฎ x11/3 + x21/3 + x31/3 = (a + 24 +6t)1/3/2
และ y1y2 + y2y3 + y3y1 = q/2 ฎ (x1x2)1/3 + (x2x3)1/3 + (x3x1)1/3 = (b + 12 + 3t)1/3/2
--------------------------------------------------------------------------------
พิจารณาสมการ 8x3 + 4x2 - 4x - 1 = 0 จะได้ว่า รากของสมการนี้คือ cos 2p/7, cos 4p/7, cos 6p/7
\ เมื่อ a = -4, b = -4 ก็จะได้ว่า t = -2(7)1/3 เมื่อนำไปแทนใน ท.บ. ข้างต้น ก็จะได้เอกลักษณ์ทั้งสอง ออกมาตามลำดับ
ใครจะเอาแนวคิดดังกล่าวไปใช้ต่อ ก็เชิญตามสบายเลยค่ะ. ถ้าเจอของใหม่อีกยิ่งดี
__________________
คิดไปคิดมา ได้มาอีกเพียบเลย ชักไม่ตื่นเต้นแล้ว รู้สึกว่ามันจะ unlimited ซะด้วย สำหรับเอกลักษณ์ของรากที่ 3 จำนวน 3 ตัว. ให้ดูเล่น ๆ ค่ะ.
คณิตศาสตร์ไม่ยากอย่างที่คิด
ความรู้เบื้องต้น วิชาคณิตศาสตร์
นั่ง Time Machine ไปยุคประถม
ถ้าถามว่า 5 หารด้วย 2 เหลือเศษเท่าไร เด็กๆก็ตอบได้ว่า เหลือเศษ 1
ถามว่า 289 หารด้วย 13 เหลือเศษเท่าไร
เด็กก็จะตั้งหารยาว ได้ผลลัพธ์เป็น 22 เหลือเศษ 3
เขียนในรูปเศษส่วน จะได้ 13289=1322(13)+3=1322(13)+313
จะเห็นว่า 1322(13) ตัวเศษ มี 13 เป็นพหุคูณ หรือตัวร่วม ทำให้ หารด้วย 13 ลงตัว และมี 313 เศษคือ 3
แต่โจทย์ไม่ง่ายๆแบบข้างต้น มักเป็นการหารเลขยกกำลัง เช่น
210 หารด้วย 5 เหลือเศษ เท่าไร
จงหาเศษเหลือจากการหาร 3100 ด้วย 7
เศษเหลือจาการหาร 171000 ด้วย 13 เป็นเท่าไร
แบบนี้ถ้าทำแบบตั้งหารยาว คงยุ่งยากและยาวมากๆ
เราจะหาแนวทางในการหาเศษเหลือของตัวเลข xn ที่หารด้วย p
ค่อยๆทำความเข้าใจตัวอย่างต่อไปนี้นะค่ะ
__________________
ตัวอย่างที่ 1
เศษเหลือที่ได้จากการหาร 2100 ด้วย 5 เท่ากับเท่าใด
วิธีที่ 1
เพราะว่า 2100=(24)25=(16)25=...6
เพราะฉะนั้นหลักหน่วยของ 2100 เป็นเลข 6
สรุป เศษเหลือที่ได้จากการหาร 2100 ด้วย 5 มีค่าเท่ากับ 1
วิธีที่ 2
2100=(22)50=450=(5−1)50
=(050)550−(150)549+(250)548−(350)547+...−(4950)51+1
เพราะว่า 5 หาร (k50)550−k ลงตัวทุกค่า k=0,1,...,49
เพราะฉะนั้น 5 หาร 2100 เหลือเศษ 1
หมายเหตุ
การแก้ปัญญาข้อนี้วิธีที่ 1 เป็นวิธีที่เข้าใจได้ง่ายกว่าวิธีที่ 2 แต่เมื่อ
ต้องการหาในกรณีที่ตัวหารไม่ใช่เลข 5 หรือ 10 จะพบว่าวิธีที่ 2 จะดีกว่า
ถึงตรงนี้ ก็ไปหาความรู้เรื่องทฤษฎีทวินามมาอ่าน หรืออย่างน้อย จำรูปแบบนี้ไว้ก่อนก็ได้
ตัวอย่าง 2.
เศษเหลือที่ได้จากการหาร 1010 ด้วย 7 เท่ากับเท่าใด
วิธีทำ
∵ 1010=(7+3)10
=(010)710·30+(110)79·31+...+(910)71·39+310
เพราะฉะนั้นเศษเหลือที่ได้จากการหาร 1010 ด้วย 7 ต้องเท่ากับเศษเหลือจากการหาร 310 ด้วย 7
แต่เพราะว่า 310=(32)5=95=(7+2)5
=(05)75·20+(15)74·21+...+(45)71·24+25
เพราะฉะนั้นเศษเหลือที่ได้จากการหาร 310 ด้วย 7 ต้องเท่ากับเศษเหลือที่ได้จากการหาร 25 ด้วย 7
เพราะว่า 25=32 หารด้วย 7 เหลือเศษ 4
สรุป 1010 หารด้วย 7 เหลือเศษ 4
ถึงตรงนี้พอได้แนวคิดบ้างหรือยังค่ะ
ถ้าอย่างนั้น ก็มาดูตัวอย่างต่อไป
__________________
มาหาความรู้ไว้ติวหลาน
ความรู้เป็นสิ่งเดียวที่ยิ่งให้ ยิ่งมีมาก
ถ้าคุณไม่รู้จักให้ ก็ไม่มีใครให้คุณ
ถ้าถามว่า 5 หารด้วย 2 เหลือเศษเท่าไร เด็กๆก็ตอบได้ว่า เหลือเศษ 1
ถามว่า 289 หารด้วย 13 เหลือเศษเท่าไร
เด็กก็จะตั้งหารยาว ได้ผลลัพธ์เป็น 22 เหลือเศษ 3
เขียนในรูปเศษส่วน จะได้ 13289=1322(13)+3=1322(13)+313
จะเห็นว่า 1322(13) ตัวเศษ มี 13 เป็นพหุคูณ หรือตัวร่วม ทำให้ หารด้วย 13 ลงตัว และมี 313 เศษคือ 3
แต่โจทย์ไม่ง่ายๆแบบข้างต้น มักเป็นการหารเลขยกกำลัง เช่น
210 หารด้วย 5 เหลือเศษ เท่าไร
จงหาเศษเหลือจากการหาร 3100 ด้วย 7
เศษเหลือจาการหาร 171000 ด้วย 13 เป็นเท่าไร
แบบนี้ถ้าทำแบบตั้งหารยาว คงยุ่งยากและยาวมากๆ
เราจะหาแนวทางในการหาเศษเหลือของตัวเลข xn ที่หารด้วย p
ค่อยๆทำความเข้าใจตัวอย่างต่อไปนี้นะค่ะ
__________________
ตัวอย่างที่ 1
เศษเหลือที่ได้จากการหาร 2100 ด้วย 5 เท่ากับเท่าใด
วิธีที่ 1
เพราะว่า 2100=(24)25=(16)25=...6
เพราะฉะนั้นหลักหน่วยของ 2100 เป็นเลข 6
สรุป เศษเหลือที่ได้จากการหาร 2100 ด้วย 5 มีค่าเท่ากับ 1
วิธีที่ 2
2100=(22)50=450=(5−1)50
=(050)550−(150)549+(250)548−(350)547+...−(4950)51+1
เพราะว่า 5 หาร (k50)550−k ลงตัวทุกค่า k=0,1,...,49
เพราะฉะนั้น 5 หาร 2100 เหลือเศษ 1
หมายเหตุ
การแก้ปัญญาข้อนี้วิธีที่ 1 เป็นวิธีที่เข้าใจได้ง่ายกว่าวิธีที่ 2 แต่เมื่อ
ต้องการหาในกรณีที่ตัวหารไม่ใช่เลข 5 หรือ 10 จะพบว่าวิธีที่ 2 จะดีกว่า
ถึงตรงนี้ ก็ไปหาความรู้เรื่องทฤษฎีทวินามมาอ่าน หรืออย่างน้อย จำรูปแบบนี้ไว้ก่อนก็ได้
ตัวอย่าง 2.
เศษเหลือที่ได้จากการหาร 1010 ด้วย 7 เท่ากับเท่าใด
วิธีทำ
∵ 1010=(7+3)10
=(010)710·30+(110)79·31+...+(910)71·39+310
เพราะฉะนั้นเศษเหลือที่ได้จากการหาร 1010 ด้วย 7 ต้องเท่ากับเศษเหลือจากการหาร 310 ด้วย 7
แต่เพราะว่า 310=(32)5=95=(7+2)5
=(05)75·20+(15)74·21+...+(45)71·24+25
เพราะฉะนั้นเศษเหลือที่ได้จากการหาร 310 ด้วย 7 ต้องเท่ากับเศษเหลือที่ได้จากการหาร 25 ด้วย 7
เพราะว่า 25=32 หารด้วย 7 เหลือเศษ 4
สรุป 1010 หารด้วย 7 เหลือเศษ 4
ถึงตรงนี้พอได้แนวคิดบ้างหรือยังค่ะ
ถ้าอย่างนั้น ก็มาดูตัวอย่างต่อไป
__________________
มาหาความรู้ไว้ติวหลาน
ความรู้เป็นสิ่งเดียวที่ยิ่งให้ ยิ่งมีมาก
ถ้าคุณไม่รู้จักให้ ก็ไม่มีใครให้คุณ
“โลก”
นักวิทยาศาสตร์องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือองค์การนาซ่า ปล่อยภาพถ่ายดาวเทียม “โลก” ในแบบ true color ที่ให้รายละเอียด ชัดเจนมากที่สุดในประวัติศาสตร์
ภาพโลกขนาดใหญ่ยักษ์และชัดแจ่มแจ๋วที่ “บีเอสเอ็นนิวส์″ นำมาให้ชมกันในวันนี้มีชื่อว่า “บลู มาร์เบิ้ล” (blue marble) ซึ่งองค์การนาซ่าปล่อยออกมาให้ชาวโลกได้ชมกันชัดๆ ว่าบ้านของพวกเรานั้นงดงามและน่าอยู่เพียงใด
ภาพดังกล่าวถูกส่งมาจากอุปกรณ์บันทึกภาพ ที่มีชื่อว่า MODIS (Moderate Resolution Imaging Spectroradiometer) ซึ่งถูกติดตั้งอยู่บนดาวเทียมสังเกตการณ์ “เทอร์ร่า” ที่ลอยอยู่เหนือพื้นผิวโลกประมาณ 435 ไมล์ (ราว 700 ก.ม.) แต่กว่าจะได้ภาพถ่ายที่สวยตะลึงอย่างนี้ขอบอกว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความจริงแล้วภาพที่ได้มานั้น ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ของโลกนับพันนับหมื่นภาพ อาทิ ภาพภาคพื้นดิน มหาสมุทร แนวชายฝั่ง ธารน้ำแข็ง เมฆ ฯลฯ
ต้องขอบคุณในความพยายามของนักวิทยาศาสตร์ และนักวิชวลไลเซอร์ของ
“NASA Goddard Space Flight Center”
ที่ร่วมมือกันนำภาพถ่ายดาวเทียมของโลกทุกๆ ตารางกิโลเมตร มาประติดประต่อเข้าด้วยกัน (แบบ seamless, true-colour Mosaic) จนกระทั่งได้ภาพโลกที่มีรายละเอียดมากที่สุดในประวัติศาสตร์อย่างที่เห็น
ภาพสุดยอดการทำงานของนักบินอวกาศที่มีชื่อว่า “บรูซ แมคแคนด์เลส” ที่ลอยอยู่เหนือพื้นผิวโลกแบบ “ฟรี ฟลายอิ้ง” ห่างจากยานอวกาศ 320 ฟุต (ประมาณ 98 ม.) โดยใช้อุปกรณ์ที่มีชื่อว่า Manned Manuevering Unit หรือ MMU ซึ่งเป็นเครื่องเจ็ทไนโตรเจนแบบสะพายหลัง – ถ่ายเมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 1984 (พ.ศ. 2527)
ภาพถ่ายโลกเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







